Monday, 2 March 2009

รายงานข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Report)

รายงานข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Report) เป็นรายงานซึ่งแสดงข้อมูลภาพรวมด้านสินเชื่อทุกประเภทของนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่ขอสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ ที่มีต่อสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของบริษัท ข้อมูลเครดิตเครดิตแห่งชาติ เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน และสถาบันการเงินอื่น

รายงานข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Report) จะประกอบด้วยข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้ขอสินเชื่อ และคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ เช่น ชื่อ สถานที่ตั้ง เลขที่ทะเบียนการจัดตั้งนิติบุคคล หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร และรายละเอียดประวัติการขอ การได้รับอนุมัติสินเชื่อ และการชำระสินเชื่อประเภทต่างๆ ของนิติบุคคลนั้นทุกประเภท


ระบบรายงานข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ประมวลผลโดยใช้ซอฟแวร์มาตรฐานโลกจาก บริษัท Dun & Bradstreet ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก

รายงานข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา (Consumer Credit Report)

รายงานข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา (Consumer Credit Report) เป็นรายงานซึ่งแสดงข้อมูลภาพรวมด้านสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดา ที่มีต่อสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน และสถาบันการเงินอื่น

รายงานข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา (Consumer Credit Report) จะประกอบด้วยข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้ขอสินเชื่อ และคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน เป็นต้น และรายละเอียดประวัติการขอ การได้รับอนุมัติสินเชื่อ และการชำระสินเชื่อประเภทต่างๆ ของบุคคลนั้นทุกประเภท ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น


ระบบรายงานข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดาของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ประมวลผลโดยใช้ซอฟแวร์มาตรฐานสากลจาก บริษัท TransUnion ซึ่งเป็นเครดิตบูโรชั้นนำผู้ให้บริการระบบข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดาที่ใหญ่ ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เครดิตบูโรคืออะไร(Credit Bureau)?

เรามาทำความรู้จักกับธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือ Credit Bureau กัน Credit Bureau นั้นมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติการชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิตของบุคคลจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต โดยเมื่อลูกค้าให้ความยินยอมให้สถาบันการเงินตรวจสอบข้อมูลการชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิตของตนในขณะที่ยื่นขอสินเชื่อแล้วนั้น สถาบันการเงินก็สามารถจะเรียกดูข้อมูลดังกล่าวจาก Credit Bureau เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้

เดิมบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด คือบริษัท ระบบข้อมูลกลาง จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยฝ่ายของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย จัดตั้งขึ้นในปี 2542 ทุนจดทะเบียน 26 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ไทย 13 แห่งที่เป็นสมาชิกและสมาคมธนาคารไทยเป็นผู้ถือหุ้น ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก ได้ให้บริการข้อมูลเครดิตทั้งด้านข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา และข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้สถาบันการเงินต่างๆ ได้ใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ

ปี 2543 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด และ ได้ลงทุนพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิต 2 ระบบ ได้แก่ 1) ระบบรายงานข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา (Consumer Credit Reporting System) พัฒนาโดย บริษัท Trans Union International หนึ่งในผู้นำด้านการให้บริการข้อมูลเครดิตของโลก และ 2) ระบบรายงานข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Reporting System) ต่อมาในปี พ.ศ.2548 บริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด ได้ร่วมกิจการกับบริษัทข้อมูลเครดิตอีกแห่งหนึ่ง คือ บริษัทข้อมูลเครดิตไทย จำกัด โดยบริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท ข้อมูลเครดิตไทย จำกัด และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 250 ล้านบาท และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในเวลาต่อมา

กลุ่มน่าลงทุน: กลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดอกเบี้ยขาลง

- เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกรออยู่ข้างหน้า แต่ในข่าวร้าย ก็ยังมีข่าวดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาใหม่ และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของไทยอีกไม่ต่ำกว่า 100bp

- แต่หุ้นไทยยังน่าจะปรับขึ้นได้จำกัด ทำให้การซื้อ-ขายเน้น “การ trade เพื่อทำกำไรเป็นรอบๆ มากขึ้น” แต่ยังจำกัดความเสี่ยงโดยเน้นหุ้นพื้นฐานดี

- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: จะเป็นผลดีต่อกลุ่มอุปโภคบริโภคภายในประเทศ (ADVANC, DTAC, CPALL, BIGC, BEC), กลุ่มอสังหาฯ/วัสดุก่อสร้าง (PS, LH, QH, CPN, SCCC), โรงพยาบาลในโครงการสวัสดิการ (KH) และจะมีแรงเก็งกำไรในกลุ่มรับเหมาฯ (ITD, STEC, CK)

- แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ย: เป็นผลดีต่อกลุ่มอสังหาฯ, กลุ่มที่มีต้นทุนการเงินสูง (TTW, ITD, BECL, ERAWAN), กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนจากปันผลสูง (ตัวเลือกสำหรับหุ้น “BUY” ที่มี div>7% มี ADVANC และ SCCC)


- แนวโน้มบาทอ่อนค่า: เป็นผลดีต่อกลุ่มส่งออกอาหาร (CPF, TUF)


- หุ้นเพื่อเก็งกำไรจากผลประกอบการพลิกฟื้นใน 1Q09: TOP และ PTTAR

Sunday, 1 March 2009

กฎอย่างง่าย 6 ข้อเพื่อรักษาการลงทุนให้อยู่รอดและงอกเงยต่อไป

ผมขอแนะนำกฎอย่างง่าย 6 ข้อที่อยากให้ท่านผู้อ่านลอง ทำดู เพื่อรักษาการลงทุนของท่านให้อยู่รอดและงอกเงยต่อไป ในระยะยาว :


Invest You Must ท่าน ต้องลงทุน ความเสี่ยงมากที่สุด ของพวกเรา คือการไม่ยอมเสี่ยงมากพอ เงินที่ฝากไว้ในธนาคาร หรือเก็บไว้ใต้เตียงไม่ถือว่าเป็นการลงทุน ท่านต้องทำการจัดสรร เงินก้อนหนึ่งจากเงินออมของท่าน นำไปลงทุนระยะยาวใน ตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้


Time is Your Friend ต้องคิดว่าเวลาคือเพื่อนของ ท่าน ลงทุนเสียแต่เนิ่นๆ และลงทุนบ่อยครั้ง ท่านควรจะเริ่มต้น ลงทุนตั้งแต่อยู่ในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป แม้จะเป็นเม็ดเงินจำนวน น้อยนิด จงอย่าหยุดลงทุน การลงทุนขนาดปานกลางแม้ใน ช่วงเวลาที่ยากมากๆ สำหรับท่าน จะช่วยให้ท่านคุ้นเคยและมีนิสัยที่ดีในการลงทุน อัตราดอกเบี้ยทบต้นและเทคนิคในเรื่อง Dollar Cost Averaging จะช่วยเพิ่มพูนดอกผลของการลงทุน ของท่านในระยะยาว


Impulse is Your Enemy ความโลภคือศัตรู ท่าน ต้องกำจัดอารมณ์ และความอยากออกจากแผนการลงทุน ต้องมีความคาดหวังอย่างมีเหตุผลต่อผลตอบแทนที่จะได้รับใน อนาคต และพยายามเลี่ยงการเปลี่ยนความคาดหวังที่ตั้งไว้เมื่อ ภาวะแวดล้อมมีการเปลี่ยนไป


Cost Control ควบคุมต้นทุน ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ในการลงทุนให้ได้ ผลตอบแทนสุทธิที่ท่านจะได้รับคำนวณ ง่ายมาก โดยเอาผลตอบแทนขั้นต้นที่ได้จากพอร์ตการลงทุน ของท่านลบออกจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น ค่านายหน้า ซื้อขายหุ้น ค่าที่ปรึกษาและค่าบริหารพอร์ต เป็นต้น ตัวเลขที่ ออกมาก็คือผลตอบแทนสุทธิของท่าน


Stick to Simplicity ยึดติดความเรียบง่าย อย่าทำให้ขั้นตอนการ ลงทุนยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไปนัก การลงทุนขั้นพื้นฐานนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจ และทำได้ง่ายมาก : เช่น การกระจายสินทรัพย์ไปสู่หุ้นตราสารหนี้ และสำรองเงินสด; การเลือกซื้อกองทุนรวมที่มีผลงานในอดีต ; การบริหารให้ สามสิ่งนี้มีความสมดุลกันคือความเสี่ยง ผลตอบแทนและต้นทุน


Stay the Course ยึด แผนการลงทุนไว้ให้มั่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ตาม ท่านต้องยึดมั่นในแผนการลงทุนระยะยาว กฎข้อนี้ถือเป็นความ ชาญฉลาดที่สุด ลงทุนเพื่ออนาคตระยะยาว


ลองมาดู ตัวอย่างที่สนใจเกี่ยวกับการเริ่มต้นออมเงินของคนสองคน คือ นายสมชายกับนางสมศรีที่ต่างก็คิดจะเริ่มออมเงิน แต่สองคนนี้เริ่มออม ไม่พร้อมกัน กล่าวคือ สมชายตัดสินใจทยอยออมปีละ 1,000 บาท โดยอัตราผลตอบแทนที่ได้รับคือ 10% สมชายเริ่มออมมาตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยออมเป็นจำนวนเงินเท่ากันทุกปีเป็นเวลา 13 ปี จนกระทั่งอายุ 30 สมชายก็หยุดที่จะออมเพิ่มเพียงนำเงินทั้งต้นและดอกผลมาลงทุนต่อไป เพื่อไว้ใช้ตอนอายุ 65 ปี ซึ่งในตอนนั้นมูลค่าเงินออมของนายสมชายมีมูลค่า สูงถึง 690,000 บาท แต่หากเรามาดูนางสมศรีที่มาเริ่มเมื่ออายุ 30 ปี และออมเงินอย่างต่อเนื่องทุกปี ๆ ละถึง 2,000 บาท เป็นเวลา 36 ปี จนอายุ 65 ปี โดยให้สมศรีได้รับอัตราผลตอบแทนการลงทุนเท่ากับสมชาย คือ 10% ต่อปี ซึ่งเราจะพบว่าแม้ว่าสมศรีออมเงินในแต่ละปีมากกว่าเป็น 2 เท่าของ สมชาย แต่มูลค่าเงินออมที่สมศรีเก็บไว้ได้นั้นเพียง 598,000 บาท เท่านั้น


ความมหัศจรรย์ของการทบต้น


นายสมชาย

นางสมศรี

ผลต่าง

เริ่มลงทุนตอนอายุ

18 ปี

30 ปี

13 ปี

เงินลงทุนเริ่มต้น

1,000 บาทต่อปี

2,000 บาทต่อปี

100%

ระยะเวลาลงทุน

(18-30 ปี) 13 ปี

(30-65 ปี) 13 ปี

3 เท่า

เงินต้นรวม

13,000 บาท

72,000 บาท

454 %

มูลค่าเงินลงทุนเมื่ออายุ 65 ปี

690,000 บาท

598,000 บาท

92,000 บาท

อัตราผลตอบแทน*

5,207%

731%

4,476%

*ผลตอบแทน 10% ต่อปี


จาก ตัวอย่างข้างต้น ท่านคงพอเข้าใจว่าการเริ่มออมเงินนั้นยิ่งทำได้เร็ว เท่าไรก็จะเป็นประโยชน์ต่อท่านมากเพียงนั้น เพราะท่านจะได้รับประโยชน์ จากการทบต้นของเงินลงทุนที่มีแต่ทวีมากขึ้นตามเวลาที่ท่านได้ลงทุนหรือ ออมเงินเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอให้อายุมากก่อนจึงค่อย ออมเงิน หรือแม้แต่ท่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ก็ตามการเริ่มออมเงินไว้ให้ บุตรหลานของท่านตั้งแต่เขาเหล่านั้นยังเล็ก ก็อาจจะเป็นความคิดที่ดีทีเดียว ที่จะหาเงินไว้ใช้เป็นทุนการศึกษาเมื่อเขาเหล่านั้นเติบโตขึ้น


อย่าง ไรก็ดี ในปัจจุบันทางเลือกในการออมเงินนั้นมีมากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินไว้กับธนาคารหรือการลงทุนในกองทุนรวมประเภท ต่างๆ เช่น กองทุนรวมหุ้นทุน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น ซึ่งการ ลงทุนแต่ละรูปแบบก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงต่ำต่างกัน และความเสี่ยงในการลงทุนก็อาจจะต่างกัน ส่วนการฝากเงินกับธนาคารท่านก็จะได้รับผลตอบแทน ที่สูง โดยไม่สนใจความผันผวนของอัตราผลตอบแทนระยะสั้น ก็อาจจะเลือก ลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ส่วนนักลงทุนบางท่านก็อาจจะเลือกทาง สายกลาง โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ที่อาจจะสบายใจขึ้นเพราะผลตอบแทนไม่ขึ้นลงหวือหวามากนัก และยินดีกับผล ตอบแทนในระดับกลาง


ดังนั้นเมื่อท่าน จะเริ่มลงทุนท่านควรต้องศึกษาถึงรูปแบบการลงทุน ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของท่าน ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง

หลักการง่ายๆ มุ่งสู่ความสำเร็จระยะยาว

ก่อนที่ผมจะบอกความลับบางอย่างของผมเกี่ยวกับการลงทุน ให้ประสบความสำเร็จ ผมอยากจะบอกเสียตั้งแต่เริ่มแรกเลยว่าการลงทุน คือ การกระทำ บางสิ่งบางอย่างบนพื้นฐานของความเชื่อมั่น (faith) หรือเป็นการเลื่อนการบริโภคในปัจจุบันเพื่อเอาไว้ใช้ ในอนาคต เพราะอย่างที่เราต่างรู้ๆ กันอยู่ว่าอนาคต เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


หลักการเช่นเดียวกันนี้สามารถนำมาประยุกต์ ใช้ในเรื่องของ การลงทุนได้ มันไม่มีการพนันอะไรที่จะได้ผลลัพธ์มาอย่างแน่นอน (sure bet) หรือมั่นอกมั่นใจมากๆ หรอก เมื่อเราซื้อหุ้นหรือพันธบัตร เรากำลังแสดงตนว่ามีความเชื่อมั่นในความสำเร็จทาง เศรษฐกิจและตลาดการเงิน เมื่อเราลงทุนในกองทุนรวม เรากำลัง แสดงความมั่นใจว่าผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจะคอยดูแลสินทรัพย์ ของเราตามที่เราได้ให้ความเชื่อถือเขา เรายังตระหนักรู้ซึ้งถึงคุณค่า ของหลักการเรื่องการกระจายการลงทุน โดยเรากระจายเม็ดเงิน ไปซื้อทั้งหุ้นและตราสารหนี้ กองทุนรวมที่มีการกระจายพอร์ตการ ลงทุนออกไปจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จากการถือครองหุ้น เพียงตัวเดียว


การที่จะเป็นนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จนั้น เราต้องยินดีรับความเสี่ยงที่คาดคะเนได้ (calculated risk) เกี่ยวกับความ ไม่แน่นอนต่างๆ หากไม่มีความเสี่ยง ก็ย่อมไม่มีผลตอบแทนกลับคืนมา

หลัก การดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องพูดง่ายกว่าทำ โดยเฉพาะเมื่อพวกเราส่วนมากสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งหมดที่มีต่อตลาดหลัก ทรัพย์ไปแล้ว ในช่วงจุดสูงสุดของเศรษฐกิจฟองสบู่เมื่อปี 2540 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นไปที่ระดับ 1,700 จุด แต่ปัจจุบันอยู่ในระดับเพียง 390 จุดเท่านั้น คุณคงต้องใช้วิธีนั่งเดา เอาเท่านั้นแหละว่าอีกนานเท่าใดมันจึงจะกลับไปสู่ระดับสูงสุดเดิม ที่เคยทำไว้ได้


นักลงทุนหลายรายที่ ได้ซื้อกองทุนรวมตราสารทุนเอาไว้ ด้วย ความรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ก็ได้สูญเสียเงินลงทุนเริ่มต้นไปมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คงต้องยอมรับกันตามตรงว่าความสูญเสียในครั้งนั้นได้ ทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองของนักลงทุนมลายหายไปโดยสิ้นเชิง

ความมั่นอกมั่นใจต่อตลาดการเงินและกระเป๋าเงินของเรา!


แต่ ในช่วงเวลาปัจจุบัน เมื่อเรายึดมั่นอยู่กับแผนระยะยาวและการลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาว วิธีนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจนำไปสู่ ความสำเร็จของนักลงทุนในการที่จะได้ผลตอบแทนสูงสุดกลับ คืนมา


แม้ ว่านักลงทุนส่วนมากยังไม่ค่อยมีแนวคิดเรื่องการลงทุนระยะยาว แต่ท่านจะประหลาดใจที่พบว่าแนวคิดนี้ทำได้ง่ายมาก ผมขอเปรียบเทียบว่าการลงทุนก็เหมือนการปลูกต้นไม้ ขั้นตอน อาจต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อรอให้มันเจริญเติบโต แตกหน่อผลิใบ และออกดอกออกผลให้เราเก็บกินลิ้มรสได้ นอกจากนี้การที่ ต้นไม้จะเติบโตงอกงามก็ยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย แม้จะเป็นในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทยก็ตามเถอะ


ประเทศ ไทยมีสามฤดู คือ ร้อน, ฝน และหนาว ตราบเท่าที่ รากโคนของต้นไม้ไม่ถูกทำลาย ต้นไม้ก็ย่อมจะเติบโตและให้ ผลดีในทุกฤดูกาล หากท่านดูแลใส่ใจในต้นไม้ของท่านธรรมชาติ และวัฏจักรของเศรษฐกิจก็ละม้ายคล้ายคลึงกัน ธรรมชาติใน แต่ละฤดูกาลจะมีทั้งช่วงที่ดีและไม่ดี เงินเฟ้อและเงินฝืด สงคราม และสันติภาพ โรคระบาดร้ายแรงและความอดอยากหิวโหย นอกจากฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เศรษฐกิจไทยก็ อยู่รอดมาได้ และกำลังฟื้นตัวจากภาวะที่เสื่อมทรุดอย่างมาก ในตอนที่เกิดวิกฤติค่าเงินบาท เมื่อปี 2540


ทำไมถึงตั้งชื่อว่า กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ?

คำถามยอดฮิตที่ผมได้รับจากการเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด คือ “ทำไมถึงตั้งชื่อว่า กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ?”


บางคนถามว่า หุ้นห่านทองคำแตกต่างกับหุ้นปันผลอย่างไร?


ขอบอกว่า ความจริงหุ้นห่านทองคำก็คือ หุ้นปันผลนั่นเอง


แต่ที่เป็นกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำเพราะผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีทางเลือกที่ 3


เพราะในปัจจุบันมีทางเลือกการลงทุนในหุ้นอยู่แล้วสองแบบ คือ แบบค้าหุ้น (Trading) กับแบบมูลค่า (Value)


แบบที่ 1 คือ การค้าหุ้นนั้นมีกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดตลาดหุ้น สมัยนั้น หุ้นมีน้อยตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เข้ามา “เล่นหุ้น” แบบเก็งกำไร เข้าถูกตัว ถูกจังหวะ ก็สามารถรวยได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องใช้ความรู้มาก อาศัยแหล่งข่าวว่าหุ้นตัวไหนจะวิ่ง เข้าไปร่วมขบวนการซื้อ ไม่ช้าไม่นาน หุ้นที่ซื้อก็วิ่งขึ้นสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โอ้โฮ ทำอะไรจะง่ายอย่างนั้น ไม่ต้องศึกษาข้อมูลอะไรเลย ฟังคำแนะนำเด็ดๆ จากมาร์เก็ตติ้งก็สามารถขุดทองจากขุมทรัพย์ตลาดหุ้นได้อย่างสบายๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักเล่นหุ้นก็ต้องเจอกับความจริงว่า ไม่มีอะไรที่จะขึ้นไปได้ตลอด ไม่มีอะไรที่ฝืนธรรมชาติแล้วจะตั้งอยู่ได้ตลอดไป ความเจ็บปวดที่ได้รับสำหรับบางคนถึงกับทนไม่ไหว หลายๆ คนถึงกับสาปส่งตลาดหุ้นเลยทีเดียว ไม่นับบางคนที่เลือกทางออกอย่างผิดๆ กลายเป็นเรื่องเศร้าของชาวหุ้น ดังนั้นเวลาที่ผมพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้น จึงมักจะเจอกับปฏิกิริยาแปลกๆ จากคนไม่น้อยที่ผมคุยด้วย และผมก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “นักเล่นหุ้น” ทั้งๆ ที่ผมแน่ใจอย่างที่สุดว่าเรื่องหุ้นไม่ใช่ของเล่นๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ ต้องมีการทำการบ้านพอสมควร และจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดีด้วย จึงจะอยู่รอดปลอดภัยสามารถเป็นไททางการเงินได้ในระยะยาวจากการที่ต้องตกเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายของตลาดหุ้นรุ่นแล้วรุ่นเล่า นักลงทุนรายย่อยจึงถูกตั้งสมญาว่าเป็นแมงเม่า ชอบตามแห่เวลาหุ้นขึ้นก็แย่งกันเข้ามาซื้อโดยหวังว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น ไปอีก ครั้นหุ้นอยู่นิ่งๆ ก็เริ่มกลุ้มใจ ถ้าหุ้นเริ่มลดระดับราคาลงก็ตกใจ พากันแย่งเทขายทิ้งอย่างไม่คิดชีวิต เล่นไปเล่นมา คิดแล้วไม่คุ้มกำไร ถ้าหักกับขาดทุนแล้วจะได้ก็ไม่มาก เพราะซื้อๆ ขายๆ ถี่ยิบเกินไป เลยถูกค่าคอมมิชชั่นกินไปอื้อ


แต่ ก็แปลก แมงเม่าก็ไม่เคยจะหมดไปจากตลาดหุ้นเลย สังเกตได้จากการตั้งคำถามเวลามีการวิเคราะห์หุ้น แทนที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องราวของบริษัทจดทะเบียน กลายเป็นส่วนใหญ่จะถามว่าราคาหุ้นตัวนั้นตัวนี้จะเป็นอย่างไร? ถือต่อไปได้ไหม?

ผม ก็เคยผิดพลาดมาแล้วอย่างจังในการใช้กลยุทธ์การค้าหุ้น แม้ในตอนแรกจะได้กำไรมาเยอะ แต่ท้ายสุดก็หมดไปเกือบเกลี้ยง ผมเห็นว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยหวังผลกำไรเร็วๆ จากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นเป็นกลยุทธ์ที่น่ากลัว โดยเฉพาะถ้าเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการเลว และแม้จะเป็นหุ้นดีแต่ถ้าซื้อมาในราคายอดดอย ก็ต้องเหนื่อยมาก


แบบที่ 2 คือแบบกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าดี (value investing) ผมชอบกลยุทธ์แบบนี้มากกว่าแบบการค้าหุ้น เพราะนักเล่นหุ้นกลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นนักลงทุน ไม่ใช่แมงเม่าแต่เป็นมดงาน เป็นนักลงทุนที่ยอมทำการบ้านเพื่อคัดหุ้นพื้นฐานดีๆ และจะเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นดีแล้วราคาไหนก็ซื้อได้ นักลงทุนประเภทนี้จะไม่กลัวการตกรถไฟเพราะมักจะเป็น Early Bird คือเข้าไปก่อนคนอื่นๆ จึงมักได้ของถูกจากการเป็นผู้ขยันทำการบ้าน และเป็นคนช่างสังเกต ชอบสำรวจตลาดอยู่เป็นประจำ ทำให้เห็นกิจกรรมทางธุรกิจได้ล่วงหน้าก่อนที่จะปรากฏออกมาเป็นตัวเลขการขาย หรือ กำไรในงบรายไตรมาสความจริงกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำซึ่งผมขอเสนอเป็นทางเลือกที่ 3 นั้นมีอะไรที่คล้ายกับกลยุทธ์การลงทุนเน้นมูลค่ามาก ที่แตกต่างกัน คือ กลยุทธ์ห่านทองคำจะให้ความสำคัญกับหุ้นปันผลมาก เพราะผมต้องการความเป็นไททางการเงินเป็นที่ตั้ง ไม่ได้ต้องการมีความมั่งคั่งมากๆจากการเพิ่มค่าของทรัพย์สิน ในขณะที่ Value Investors เน้นหุ้นคุณภาพดีที่มีราคาสมเหตุสมผล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นปันผลเสมอไป อาจจะเป็นหุ้น Growth Companies หรือ Turnaround ก็ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการเห็นหุ้นในพอร์ตมีมูลค่าที่สูงขึ้นๆ ทุกๆ ปี คือเน้นที่จะเห็น Long Term Capital Appreciation เป็นหลักเนื่องจากกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำมีเป้าหมายหลัก คือ การเป็นไททางการเงินอย่างยั่งยืน การจะเป็นไทได้หมายความว่าผมไม่ต้องทำงานใดๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพตนเองเลย ก็ยังอยู่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายประจำของผมได้รับการดูแลโดยไข่ทองคำ! ณ วันนั้น ผมจะมีรายได้จากเงินปันผลมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ วันแห่งเสรีภาพนั้นจะมาถึงช้าหรือเร็วแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าผมสามารถสะสม หุ้นห่านทองคำดีๆ ไว้มากพอหรือไม่ที่จะทำให้ความผันเป็นจริงด้วย เหตุนี้ เวลามีผู้มาถามผมว่าผลตอบแทนแต่ละปีออกมาเท่าใด ผมจึงต้องทำให้ผู้ถามเข้าใจเสียก่อนว่า การคำนวณผลตอบแทนของผม อาจจะแตกต่างกับผู้ที่ต้องการวัดในเชิงของ Capital Appreciation เพราะผลตอบแทนที่ผมพูดถึงคือ อัตราร้อยละของเงินปันผลทั้งหมดที่ได้รับหารด้วยต้นทุนสุทธิของหุ้นทั้งหมด ที่ถืออยู่ นั่นคือ




Dividend
Yield = -------------------------------


Net Investment Cost


Dividend Yield ในพอร์ตของผมไม่ใช่ Dividend / Price แต่เป็น Dividend / Cost หมายความว่าหากผมมีกำไรจากการขายหุ้น ผมจะไม่แสดงออกมาในรูป Capital Gain แต่ผมจะนำกำไรนั้นไปหักออกจากต้นทุน คือเป็น Cost Reduction


ที่ ทำเช่นนั้น ผมมีเหตุผลสองอย่างคือ หนึ่ง Cost คือ เงินจริงๆที่ผมลงไปในหุ้น กำไรนั้นผมถือเสมือนหนึ่งว่าผมได้รับเงินส่วนหนึ่งคืนมาจากตลาด เช่นถ้าผมซื้อหุ้นมา 10,000 หุ้นในราคาหุ้นละ 20 บาท หากต่อมาราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปเป็น 30 บาทและผมขายหุ้นออกไป 4,000 หุ้น หุ้นที่เหลือ 6,000 หุ้นจะมีต้นทุนลดเหลือหุ้นละเพียง 13.33 บาทเท่านั้น! กำไรที่ผมได้จากการขายหุ้น 4,000 หุ้น ผมถือว่าได้คืนมาจากตลาด สามารถนำมาลดต้นทุนหุ้นที่ยังถืออยู่


และ สอง ผมต้องการลดความเสี่ยงเพราะรู้สึกปลอดภัยถ้าอยู่ที่ต้นทุนต่ำๆ การที่หุ้นที่ถืออยู่ 6,000 หุ้นมีต้นทุนสุทธิเพียงหุ้นละ 13.33 บาท ในขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 30 บาท ทำให้ผมไม่ต้องตกใจมากกับคุณหมีที่จะมาเยือน


แม้ ในวันสิ้นปีที่จะต้องปิดบัญชี หากราคาปิดของหุ้นยังยืนอยู่ที่ 30 บาท ผมก็จะมี Book Profit ถึง 100,000 บาท! แต่ Book Profit ก็คือ Book Profit อาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ได้ ผมจึงไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักสิ่งที่ผมสนใจคือ การเพิ่มประสิทธิภาพของ Dividend Yield ให้สูงขึ้น ถ้า DPS = 2 บาท ผมก็จะมี Dividend Yield เพิ่มจาก 10% เป็น 15% จาก 6,000 หุ้นที่ยังถืออยู่และที่สำคัญคือผมจะได้เงินถึง 120,000 บาทจากการขายหุ้นออกไป 4,000 หุ้น เงินจำนวนนี้จะช่วยให้ผมมีโอกาสไปลงในหุ้นตัวอื่นๆที่ยังมีผลตอบแทนดี


ดัง นั้น จึงอาจมีผู้เข้าใจว่าผมได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในปี 2545 เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตลาดโดยรวมมีอัตราสูงถึง 17 เปอร์เซ็นต์ ความจริงก็คือ ผมคิดในแง่ของ Dividend Yield อย่างเดียวเป็นหลัก ไม่ได้คิดถึง Capital Gain เลย ส่วนการคำนวณผลตอบแทนจากตลาดนั้นผมเข้าใจว่าวัดจาก Capital Appreciation จากวันต้นปีกับวันสิ้นปีทั้งนี้โดยรวมถึง Dividend ไว้ด้วยแล้ว


ผม คิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดถึงความแตกต่างในแนวคิดของกลยุทธ์ทั้งสาม ให้ชัดเจน เพราะจะทำให้การอธิบายและการชี้แจงทำได้ง่ายขึ้น


การ เลือกเดินตามกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและมี Peace of Mind ไม่ต้องใจเต้นไปกับกระแส แต่ ณ วันที่ผมเริ่มเป็นไทได้อย่างสมบูรณ์ ผมอาจจะแบ่งเงินใน Port ส่วนหนึ่งไปลงในหุ้นแบบ Value Investing บ้าง


ส่วนจะแบ่งไปลงทาง Trading ด้วยหรือไม่นั้น เวลาเท่านั้นครับที่จะบอกได้